การวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสาน โดยบุญจันทร์ เพชรเมืองเลย

โพสต์6 ก.ค. 2559 20:53โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสาน

The Analysis of Lyrics and Melodies of Sarapanya Sermon in I-San Dialed


บุญจันทร์ เพชรเมืองเลย

ศ.สำเร็จ คำโมง


บทคัดย่อ

 

            การศึกษาการวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสาน มุ่งศึกษาการวิเคราะห์สรภัญญ์อีสานโดยเน้นศึกษาฉันทลักษณ์ และสังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์อีสาน ในการดำเนินการวิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยได้ สัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ ผู้ขับร้องสรภัญญ์  และเนื้อหาของกลอนสรภัญญ์ โดยการพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า

            ในด้านชีวประวัติของครูผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์และผู้ขับร้องสรภัญญ์นั้นมีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นพระสงฆ์จำวัด และมีความชอบในเสียงของการขับสรภัญญ์จึงได้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ขึ้นเพื่อให้ศีกาจำศีลได้ขับร้อง ในงานบุญเข้าพรรษา และบุญออกพรรษา เป็นต้น ส่วนผู้ขับร้องสรภัญญ์ที่เป็นต้นเสียงนั้นเป็นศีกาจำศีล ซึ่งได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะได้เป็นผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ ประการแรกที่ผู้ขับร้องสรภัญญ์ได้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ขึ้นเองสาเหตุมาจากความต้องการกลอนสรภัญญ์ ที่จะนำใช้ในการขับร้องตรงตามความต้องการของกิจกรรมของคณะสรภัญญ์ และประการที่สอง คือ ขาดคนประพันธ์กลอนสรภัญญ์

            ในด้านบทร้องของสรภัญญ์มักมีสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งพุทธประวัติ พระโพธิสัตว์ ทั้งข้อพระธรรมและปริยติ   ต่าง ๆ เป็นสำคัญ  มีการทักทายโอพาปราศรัยระหว่างผู้ขับร้องกับผู้ฟังสอดแทรก  ส่วนฉันทลักษณ์ของสรภัญญ์อีสานมักมีลักษณะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ คือ ส่งสัมผัสระหว่างวรรคต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งจบเพลงการใช้วรรณยุกต์ต้องกลมกลืนกับลักษณะการเคลื่อนไหวทำนองเป็นสำคัญ

ในด้านทำนอง พบว่า สังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์เป็น โมตีฟ (หน่อยย่อยเอก) แบบสั้น ๆ ขยายโมตีฟเป็นวลีที่มีความยาวไม่เกิน 2 ห้อง ในอัตราจังหวะ 2 หรืออัตราจังหวะ 4 ทำนองเดินขึ้น เดินลง อยู่ในช่วงแคบ ๆ ของมาตราเสียงเพนตาโทนิค        ซึ่งช่วงทบ 1 มี 5 เสียง คือ โด เร มี โซ ลา และลงจุดพักเพลงที่เสียงลา เป็นส่วนใหญ่ที่ให้เกิดอารมณ์ไปในทางเศร้าและผ่อนคลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการขับสรภัญญ์ ซึ่งต้องให้ความสงบเย็น

คำสำคัญ :การสวดสรภัญญ์, สังคีตลักษณ์, ทำนอง, บทร้อง

บทนำ

            ยุคแรกเริ่มในอีสานยังไม่มี “ศาสนา” เพราะยังไม่มีการติดต่อกับอินเดียและจีน แต่มนุษย์นั้นย่อมมีความเชื่ออยู่แล้ว คือ ความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติ หรือพูดรวม ๆ อย่างง่าย ๆ ว่า ความเชื่อเรื่องผี (สุจิตต์  วงษ์เทศ, 2543) ศาสนาพราหมณ์นั้นเป็นศาสนาที่มีมาก่อนพุทธศาสนาตลอดจน เป็นต้นเค้าของศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และอื่นๆ (รุจิรา  วงศ์แก้ว.  2533,  อ้างถึงใน อารยัน ตคุปต์,  2549: 382) และพระเวทเป็นต้นตำหรับแห่งไสยศาสตร์ของพราหมณ์แต่งเป็นภาษาสันสกฤตโบราณ ในรูปของฉันท์ หรือกาพย์ คัมภีร์ พระเวทแบ่งสาระสำคัญเป็น 2 ภาคคือ มนตระ และพราหมณะ โดยที่มนตระเป็นคำฉันท์ที่ใช้สวด หรือบ่นในเวลาทำพิธี พราหมณะ คือ คำอธิบาย พรรณนากิจการที่จะพึงทำในพิธี (รุจิรา  วงศ์แก้ว.  2533,  อ้างถึงใน พระราชนิพนธ์ 1.6.  2516 : 281-282) ทำให้นักวิชาการหลายท่านได้สันนิฐานว่าสรภัญญ์น่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ก็เป็นได้

            ประเทศไทยจึงมีจุดเริ่มต้นการสวดมาจากศาสนาพราหมณ์ ส่วนการสวดมนต์ในไทยมีอยู่ 2 แบบคือ 1) การสวดเป็นบท ๆ เป็น คำ ๆ ไป เรียกว่าแบบ “ปทภาณะ” เช่น การสวดของพระสงฆ์ ตามวัดทั่วไปหรือในงานพิธีต่าง ๆ และ2)  การสวดแบบใช้เสียงตามทำนองของบทประพันธ์ ฉันท์ลักษณ์ต่าง ๆ เรียกการสวดแบบนี้ว่า “สรภาณะ” เช่น พระสงฆ์สวดในงานพิธีรับเทศน์หรือในเทศกาลพิเศษ วิธีการสวดแบบสรภาณะนี้เอง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สรภัญญะ” และต่อมา ได้วิวัฒนาการให้พระสงฆ์เทศน์เป็นทำนองแหล่ขึ้นในบททำนองร่ายยาว เช่น เรื่องพระเวสสันดรชาดก  (กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม,  2553)

            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นไม่สามารถจะสืบทราบได้ว่ามีการสวด สรภัญญ์แต่เมื่อใด คิดว่าคงได้รับอิทธิพลจากภาคกลางเหมือนกับการสวดอภิธรรมนั่นเอง หากย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้สร้างโรงเรียนหลวงทุกหัวเมืองตั้งอยู่ในวัดสำคัญ ๆ และพระเถระที่เรียนรู้ภาษาไทยเป็นครูสอน ฉะนั้นการนำการสวดสรภัญญ์เข้ามาสู่หัวเมืองอีสานน่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา การสวดสรภัญญ์ได้รับต้นแบบมาจากภาคกลางเพราะเหตุผลดังนี้ 1) ฉันทลักษณ์ภาคกลาง นั่นคือ บทสรภัญญ์นั้นประพันธ์ด้วย ฉันท์ และกาพย์ (กาพยานีกาพย์ฉบัง เป็นฉันทลักษณ์ของภาคกลาง ชาวอีสานไม่มีแบบฉบับการประพันธ์ฉันท์และกาพย์ยานี ไม่ว่าวรรณกรรมลายลักษณ์เรื่องใด ๆ )  2) สำนวนและภาษาภาคกลาง คือหลีกเลี่ยงภาษาอีสาน นั่นคือสำนวนบางตอนน่าจะใช้ภาษาถิ่นซึ่งมีความหมายดี แต่กลอนสรภัญญะยังใช้สำนวนภาคกลาง (พระสมชิด จารุธมฺโม (อุทากิจ),  2550)

            สรภัญญ์ทำนองหนึ่ง ๆ สามารถที่จะใช้ร้องได้หลายบท ในบทร้องแต่ละบทจะเรียกชื่อบทร้อง ตามความหมายและเนื้อหาของบทร้องนั้น ๆ ความนิยมในการร้องสรภัญญ์ ในภาคอีสานทำให้เกิดการประพันธ์กาพย์กลอนตกแต่งทำนองประกอบกลอนที่ประพันธ์ขึ้นโดยเนื้อร้องจะแต่งขึ้นจากเหตุการณ์ปัจจุบันหรือมีบทถามข่าวตอบข่าว อวยพร และกลอนลา ทำนองที่ประดิษฐ์ขึ้นอาจจะเทียบเคียงไปจากการเทศน์สวดของพระ หรือดัดแปลงมาจากทำนองเพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เมื่อนำไปร้องก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แตกต่างกันออกไป(รุจิรา วงศ์แก้ว,   2533)         

            ผู้ประพันธ์สรภัญญ์บางส่วน ที่ประพันธ์กลอนสรภัญญ์อาจยังไม่เข้าใจเรื่องของฉันทลักษณ์ในการประพันธ์กลอนสรภัญญ์รวมไปถึงหลักการใส่ทำนองให้กับบทร้องของสรภัญญ์ จึงทำให้กลอนสรภัญญ์บางบทขาดสุนทรียะ ผู้วิจัยจึงได้อาศัยพื้นที่การประกวดแข่งขันขับร้องสรภัญญ์ในจังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยวิธีการสัมภาษณ์ สังเกต และบันทึกวีดีโอ ซึ่งเป็นคณะที่เดินสายการประกวดจนเกิดความชำนาญในการขับสรภัญญ์ ในการประกวดสรภัญญ์ในแต่ละครั้งจะมีกลอนบังคับให้ 1-2 กลอน ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในการจัดงานในครั้งนั้นด้วย แล้วให้แต่ละทีมสวมทำนองขึ้นเอง โดยผู้ประกวดจะต้องมีการประพันธ์บทไหว้ครู บทลา ด้วยตนเอง ซึ่งสรุปแล้วคณะสรภัญญ์แต่ละคณะจะต้องมีกลอนสรภัญญ์ที่ประพันธ์ขึ้นด้วยตนเอง และกลอนบังคับให้ใส่ทำนองเอง

            ผู้วิจัยจึงได้ทำวิจัยเรื่องการวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสาน เพื่อนำเอาสรภัญญ์อีสานที่ทำการวิเคราะห์แล้วมาทำการถ่ายทอดให้กับบุคคลที่สนใจ นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ หัดประพันธ์สรภัญญ์ด้วยตนเอง ทำให้เกิดสุนทรียะในการสวดมนต์ทำนองสรภัญญ์ และใช้ในการแข่งขันประกวดต่อไป

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

3.1 เพื่อศึกษาชีวประวัติของครูประพันธ์สรภัญญ์และผู้ขับร้องสรภัญญ์

3.2 เพื่อวิเคราะห์บทร้องของสรภัญญ์อีสานด้วยฉันทลักษณ์

3.3 เพื่อวิเคราะห์ทำนองสรภัญญ์อีสานด้วยสังคีตลักษณ์

3.4 เพื่อจัดทำคู่มือหลักการประพันธ์สรภัญญ์อีสานและบันทึกทำนองด้วยโน้ตสากล

 

อุปกรณ์และวิธีดำและเนินการวิจัย

การศึกษาการวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสานได้มีหลักการแบ่งการวิจัยออกเป็นระยะดังนี้

ระยะที่ 1 : ศึกษาประวัติของคณะสรภัญญ์ในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 4 คณะ

                1. กลุ่มประชากร ในการวิจัยเชิงคุณภาพ รวมจำนวน 205 คน ประกอบด้วย ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ จำนวน 4 คน และผู้ขับร้องสรภัญญ์ จำนวน 201 คน                     

                  2. กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเชิงคุณภาพ รวมจำนวน 8 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะจง ประกอบด้วย

ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ จำนวน 4 คณะๆ ละ 1 คน รวมจำนวน  4  คน  และผู้ขับร้องสรภัญญ์ จำนวน 4 คณะๆ ละ 1 คน รวมจำนวน 4 คน                                            

                3.  การเก็บรวบรวมข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์   เพื่อสัมภาษณ์เจาะลึก   ใช้แนวทางการสังเกต   เพื่อสังเกตแบบ   มีส่วนร่วม   ใช้แนวทางการสนทนากลุ่ม  เพื่อจัดกลุ่มสนทนาตรวจสอบความเป็นไปได้ของการวิเคราะห์ทำนองสรภัญญ์อีสาน และใช้สมุดจดบันทึก เพื่อจดบันทึกคำสำคัญที่ได้จากผู้ให้ข้อมูล ใช้กล้องถ่ายรูป วีดีโอ เพื่อบันทึกการสาธิตการขับร้องสรภัญญ์อีสานของผู้ให้ข้อมูล  

                4.  การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์โดยใช้ การแปลความ การตีความ และใช้เทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า  ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูล ศึกษาจำนวน 8 คนใช้วิธีการสัมภาษณ์ และศึกษาเอกสาร ส่วนข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ได้จากบทกลอน    สรภัญญ์ของคณะสรภัญญ์ทฤษฏีที่ใช้ประกอบด้วยทฤษฏีการประพันธ์ กาพย์ ร่าย  ทฤษฏีดนตรีสากล และนำเสนอข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์   เพื่ออธิบายความเป็นมาของคณะสรภัญญ์ และฉันทลักษณ์ของบทร้องของสรภัญญ์อีสาน  และเพื่ออธิบายทำนองสรภัญญ์อีสาน

ระยะที่ 2 : วิเคราะห์บทร้องของสรภัญญ์อีสาน ในจังหวัดขอนแก่นโดยการวิเคราะห์ฉันทลักษณ์การประพันธ์ในแต่ละกลอนของสรภัญญ์ว่ามีฉันทลักษณ์ และการร้อยเรียงลีลาตรงกับทฤษฏีประพันธ์กลอนแบบใด

                ระยะที่ 3 : วิเคราะห์ทำนองสรภัญญ์อีสานโดยนำบทร้องและทำนองสรภัญญ์ที่วิเคราะห์แล้วในระยะที่ 2 มาบันทึกเป็นโน้ตสากลโดยใช้หลักของการวิเคราะห์ตามหลักของมานุษยดุริยางควิทยา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในรูปแบบบทเพลงตามแบบสาก

                5. ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการบันทึกโน้ตสากลของบทร้อง และทำนองของสรภัญญ์อีสาน

                  6. การเสนอผลการศึกษาค้นคว้าการเสนอผลการศึกษาค้นคว้า จะนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์

 

ผลการวิจัย

ผู้วิจัยแบ่งผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ดังนี้ ดังนี้

1. ชีวประวัติของครูประพันธ์และผู้ขับร้องสรภัญญ์

                คณะสรภัญญ์ส่วนใหญ่ล้วนแต่พึ่งตั้งคณะขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการประกวดแข่งขันโดยเฉพาะ และกลอนที่ใช้ในการประกวดแข่งขันนั้นก็เป็นกลอนจำเพาะ ถ้าหากหน่วยงานใดจัดประกวดแข่งขันสรภัญญ์ขึ้นก็จะมีกติกาให้ผู้แข่งขันปฏิบัติตามระเบียบการแข่งขัน แต่ก็มีคณะที่มีประสบการณ์ในการประกวดโดยศึกษาจากระยะเวลาของการตั้งคณะส่วนใหญ่แล้วคณะสรภัญญ์ที่ตั้งนานที่สุดไม่เกิน 7 ปี และในระหว่าง 7 ปีนี้ก็มี

                จากเหตุเบื้องต้นที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นผู้วิจัยจึงได้เลือกคณะสรภัญญ์ที่มี ผู้ประพันธ์กลอน สรภัญญ์โดยศึกษาแนวคิดวิธีการประพันธ์กลอนสรภัญญ์ว่ามีแรงจูงใจอย่างไรบ้างในการประพันธ์กลอนสรภัญญ์ในครั้งนี้ พบว่ามีคณะสรภัญญ์ อยู่จำนวน 4 คณะ

จากการศึกษาประวัติของสรภัญญ์ทั้ง 4 คณะผู้วิจัยได้แบ่งศึกษา 2 กลุ่มคือ ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ และผู้ขับร้องสรภัญญ์ ดังนี้

            1) ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์

            ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์เป็นทั้งผู้ประพันธ์และผู้ถ่ายทอดการขับร้องสรภัญญ์ให้แก่สีกาที่ไปจำศีลทุกวันพระและวันสำคัญทางศาสนา ภูมิเดิมที่ท่านสนใจเกี่ยวกับสรภัญญ์คือเป็นความชอบส่วนตัวแล้วเริ่มแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสรภัญญ์มาโดยตลอดจนสามารถประพันธ์กลอนสรภัญญ์ได้และให้สีกาเป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของท่าน

            ส่วนครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ที่ไม่ใช่พระจะมีอยู่สองกลุ่มคือ กลุ่มที่เป็นครูและอาจารย์ที่สอนในระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย และกลุ่มที่เป็นสีกาที่ขับร้อง   สรภัญญ์และฝึกฝนตนเองจากการเป็นผู้ขับร้องจนสามารถประพันธ์กลอนสรภัญญ์ได้ ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ทั้งสองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะตั้งคณะสรภัญญ์เพื่อใช้ในการเดินสายในการประกวดแข่งขันมากกว่าการขับร้องในวัด

            จากการศึกษาการประพันธ์ระหว่างครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ ที่เป็นพระ ครู อาจารย์ และผู้ขับร้องสรภัญญ์ พบว่า การประพันธ์กลอนสรภัญญ์ของพระนั้น เป็นเรื่องปกติเพราะต้นกำเนิดการเทศน์แหล่อีสานมาจากพระหรือบทสวดต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาษาบาลีโดยส่วนใหญ่ ดังนั้นพระจึงรู้เรื่องฉันทลักษณ์ในการประพันธ์กลอนประเภทต่างๆ ดีเยี่ยม และเนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นทางด้านศาสนาเพราะหากมีประเพณีหรือบุญต่าง ๆ ส่วนการประพันธ์กลอนสรภัญญ์ของครู และอาจารย์ นั้นก็มีเทคนิคการประพันธ์กลอนสรภัญญ์ไม่ต่างจากพระมากนัก เพราะใช้ฉัทลักษณ์ในการประพันธ์ที่เหมือนกัน

            2) ผู้ขับร้องสรภัญญ์ (หัวหน้าคณะ)

            ผู้ขับร้องสรภัญญ์ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 35-70 ขึ้นไป ชุดและเครื่องประดับที่ใส่มาทำการประกวด        สรภัญญ์ส่วนใหญ่จะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด รวมไปถึงค่ารถในการเดินทางมาขับร้องสรภัญญ์ การแสดงในแต่ละครั้งบางคณะก็หวังที่จะได้รางวัล เพื่อจะได้นำเงินรางวัลที่ได้นั้นไปทดแทนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเข้าร่วมประกวด แต่ปัจจัยที่ได้เดินทางมาทำการประกวดแข่งขันสรภัญญ์ก็เพราะว่าตนเองมีความชื่นชอบและหลงใหลในการขับร้องสรภัญญ์ อีกสาเหตุหนึ่งของการตั้งคณะสรภัญญ์คือ การได้พบปะพูดคุยกันระหว่างวัยผู้สูงอายุไม่ให้เหงา เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะ

 

2. บทร้องของสรภัญญ์อีสานด้วยฉันทลักษณ์

                2.1 การศึกษาบทร้องสรภัญญ์ด้วยฉันทลักษณ์

                      1) ด้านการแบ่งวรรคตอนพบว่า การวิเคราะห์การแบ่งวรรคตอนของสรภัญญ์พบว่ามีการแบ่งวรรคตอนออกเป็น 3 รูปแบบคือ1) แบ่งวรรคตอนแบบ 2 วรรค 2) แบ่งวรรคตอนแบบ 4วรรค 3) แบ่งวรรคตอนแบบ 6 วรรค โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า  รูปแบบการแบ่งวรรคตอนที่มีมากที่สุด คือ การแบ่งวรรคตอนแบบ 4 วรรค รองลงมาคือ การแบ่งวรรคตอนแบบ 6 วรรค และรูปแบบการแบ่งวรรคตอนที่น้อยที่สุด คือ การแบ่งวรรคตอนแบบ 2 วรรค

                    2) ด้านการส่งสัมผัส พบว่าการส่งสัมผัสของบทร้องสรภัญญ์จากการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ       ส่งสัมผัสแบบร่าย ส่งสัมผัสแบบกาพย์ และส่งสัมผัสแบบผสม จากการวิเคราะห์การส่งสัมผัสของบทร้องสรภัญญ์ โดยเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า รูปแบบของการส่งสัมผัสที่มากที่สุดคือ การส่งสัมผัสแบบกาพย์ รองลงมาคือ การส่งสัมผัสแบบร่าย และรูปแบบของการส่งสัมผัสที่น้อยที่สุดคือ การส่งสัมผัสแบบผสม

                   3) ด้านความยาวของบท พบว่าจำนวนบทของสรภัญญ์จำนวน 11 กลอน มีความยาวของจำนวนบทขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระของการประพันธ์ เพราะมีรูปแบบการประพันธ์เหมือนร่ายคือ ไม่กำหนดความยาวของบท และเน้นความต้องการถ่ายทอดของผู้ประพันธ์เป็นหลัก รวมถึงช่วงเวลาในการเข้าร่วมประกวดแข่งขันด้วย หากการประกวดแข่งขันมีเวลา 20 นาที ต่อหนึ่งคณะดังนั้นผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ก็จะประพันธ์กลอนที่มีเวลาที่เหมาะสมกับการประกวดแข่งขันในเวทีนั้น ๆ

                   4) ด้านการร้อยเรียงลีลา พบว่าการร้อยเรียงลีลาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 รส คือ เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง และสัลลาปังคพิสัย  จากการวิเคราะห์รสบทร้องของสรภัญญ์ จำนวน 11 กลอน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่ารสบทร้องของสรภัญญ์ที่เลือกใช้มากที่สุดคือเสวรจนี รองลงมาคือ สัลลาปังคพิสัย และรสบทร้องที่เลือกใช้น้อยที่สุด คือ พิโรธวาทัง

3. ทำนองสรภัญญ์อีสานด้วยสังคีตลักษณ์

                3.1 ศึกษาทำนองสรภัญญ์ด้วยสังคีตลักษณ์

                สังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์  พบว่า สังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์เป็นโมตีฟ (หน่อยย่อยเอก) แบบสั้น ๆ ขยายโมตีฟเป็นวลีที่มีความยาวไม่เกิน 2 ห้อง ในอัตราจังหวะ 2 หรืออัตราจังหวะ 4 ทำนองเดินขึ้น เดินลง อยู่ในช่วงแคบ ๆ ของมาตราเสียงเพนตาโทนิค ซึ่งช่วงทบ 1 มี 5 เสียง คือ โด เร มี โซ ลา และลงจุดพักเพลงที่เสียงลา เป็นส่วนใหญ่ที่ให้เกิดอารมณ์ไปในทางเศร้าและผ่อนคลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการขับสรภัญญ์ ซึ่งต้องให้ความสงบเย็น

                3.2  จำนวนทำนองที่ปรากฏมีจำนวนจำกัด

                จากการวิจัยพบว่า มีจำนวนจำกัดระหว่าง 6-10 ทำนองที่เป็นลักษณะทำนองใช้ซ้ำ แบบสตรอฟิกซอง (Strophicn Dorg) คือทำนองเดิมใช้บทร้องได้หลายบท เนื่องจากการสืบทอดสรภัญญ์เป็นแบบ “มุขปาฐะ” คือ แบบปากต่อปาก  ปัญหาก็คือ ไม่ได้รับการบันทึกโน้ตดนตรี หรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน

จากการวิจัยสามารถอธิบายสังคีตลักษณ์  จากการบันทึกสรภัญญ์เป็นโน้ตสากล พบว่า

          1. เนื้อร้องมาลาดวงดอกไม้

                  1) ทำนองสรภัญญ์นิพนธ์ขึ้นจากมาตราเสียง เพนตาโทนิก (Pentatoinc Scale) ซึ่งใน 1 ช่วงประกอบด้วยเสียง “โด  เร  มี  โซ  ลา” (Cdega)

                  2) ใช้อัตราจังหวะสองหลังเครื่องหมาย 2/4 คือ 1 ห้อง มี 2 จังหวะนับ จังหวะนับที่ 1 เป็นจังหวะหนัก

                  3) โมตีฟ ของทำนองเป็นแบบ “หนึ่งและ สอง”

                  4) วลีหนึ่งของทำนองมีความยาว 2 ห้อง

                  5) ประโยคหนึ่งประกอบด้วย 2 วลี และท่อนหนึ่งประกอบด้วย 2 ประโยค

                  6) ทำนองสรภัญญ์มีหลายทำนองแม้บทร้องอันเดียวกันก็สามารถใส่ทำนองต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับนักปราชญ์ผู้ประดิษฐ์ทำนองให้แก่บทร้องนั้น ๆ

                  7) ทำนองสรภัญญ์บางบทอาจนำลักษณะของเพลงร่วมสมัยและเพลงพื้นบ้านมาประสมผสานอยู่ด้วยก็มี

 

สรุปและอภิปรายผล

สรุป

            ในด้านชีวประวัติของครูผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์และผู้ขับร้องสรภัญญ์นั้นมีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นพระสงฆ์จำวัด และมีความชอบในเสียงของการขับสรภัญญ์จึงได้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ขึ้นเพื่อให้ศีกาจำศีลได้ขับร้อง ในงานบุญเข้าพรรษา และบุญออกพรรษา เป็นต้นส่วนผู้ขับร้องสรภัญญ์ที่เป็นต้นเสียงนั้นเป็นศีกาจำศีล ซึ่งได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะได้เป็นผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ ประการแรกที่ผู้ขับร้องสรภัญญ์ได้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ขึ้นเอง สาเหตุมาจากต้องการกลอนสรภัญญ์ไว้ใช้ในการขับร้องตรงตามความต้องการของกิจกรรม และประการที่สอง คือ ขาดคนประพันธ์กลอนสรภัญญ์

            ในด้านบทร้องของสรภัญญ์มักมีสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งพุทธประวัติ พระโพธิสัตว์ ส่วนฉันทลักษณ์ของสรภัญญ์อีสานมักมีลักษณะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ คือ ส่งสัมผัสระหว่างวรรคต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งจบเพลงการใช้วรรณยุกต์ต้องกลมกลืนกับลักษณะการเคลื่อนไหวทำนองเป็นสำคัญ

            ในด้านทำนอง พบว่า สังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์เป็นโมตีฟ (หน่อยย่อยเอก) แบบสั้น ๆ ขยายโมตีฟเป็นวลีที่มีความยาวไม่เกิน 2 ห้อง ในอัตราจังหวะ 2 หรืออัตราจังหวะ 4 ทำนองเดินขึ้น เดินลง อยู่ในช่วงแคบ ๆ ของมาตราเสียงเพนตาโทนิค ซึ่งช่วงทบ 1 มี 5 เสียง คือ โด เร มี โซ ลา และลงจุดพักเพลงที่เสียงลา เป็นส่วนใหญ่ที่ให้เกิดอารมณ์ไปในทางเศร้าและผ่อนคลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการขับสรภัญญ์ ซึ่งต้องให้ความสงบเย็น

 

อภิปรายผล

                การวิจัยศึกษาบทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสานในครั้งนี้ได้มีผลการวิจัยบางส่วนซึ่งได้สอดคล้องกับผลการวิจัยเรื่องนี้อยู่หลายประเด็น ดังนี้

1. ชีวประวัติของครูประพันธ์สรภัญญ์และผู้ขับร้องสรภัญญ์

            ผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่าครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์เป็นทั้งผู้ประพันธ์และผู้ถ่ายทอดการขับร้องสรภัญญ์ให้แก่สีกาที่ไปจำศีลทุกวันพระและวันสำคัญทางศาสนาซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  นารีรัตน์  จันทวฤทธิ์(2553)ได้ให้ทัศนะว่าสำหรับการสวด    สรภัญญ์ในเมืองไทยนั้นมีการสวดมานานแล้ว ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ผู้ที่สวดจึงมักเป็นพระสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาที่อ่านภาษาบาลีได้ และสอดคล้องกับแนวคิดของ  ประมวล  พิมพ์เสน (2553) ได้อธิบายว่าสมัยพระอาจารย์สิง ขันตยาคโม และอาจารย์พระมหาปิน ปัญญาพโล พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาปักหลักเผยแผ่ศาสนธรรม “ภาคปฏิบัติ” ณ วัดป่าโคกเหล่างา (วัดป่าวิเวกธรรม) ในตัวเมืองขอนแก่น ได้แต่งหนังสือจงรัก ยกย่องพระพุทธศาสนา ร้อยกรองเป็นคำฉันท์ต่าง ๆ ใช้สวดเป็นทำนองสรภัญญ์

            ถ้าหากศึกษาการประพันธ์ระหว่างครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ ที่เป็นพระ ครู อาจารย์ และผู้ขับร้องสรภัญญ์ จะพบว่า การประพันธ์กลอนสรภัญญ์ของพระนั้น เป็นเรื่องปกติเพราะต้นกำเนิดการเทศน์แหล่อีสานมาจากพระหรือบทสวดต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาษาบาลีโดยส่วนใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ รุจิรา วงศ์แก้ว  (2533.  อ้างถึงใน,  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,  2512) ได้กล่าวว่าใน ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์บทสวดมนต์ต่าง ๆ เป็นคำฉันท์ ทรงจัดระเบียบทำวัตรสวดมนต์สำหรับนักเรียน ลูกเสือ และเสือป่าขึ้น และได้ใช้ระเบียบนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นพระจึงรู้เรื่องฉันทลักษณ์ในการประพันธ์กลอนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประพันธ์กลอนแหล่ การประพันธ์บทร้องสรภัญญ์ เป็นต้น และเนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นทางด้านศาสนาเพราะหากมีประเพณีหรือบุญต่าง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  แก้วตา  จันทรานุสรณ (ม.ป.ป.) ซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับสรภัญญ์ว่า ประเทศไทยจึงรับเอาการร้องสรภัญญ์มานานควบคู่กับพุทธศาสนา มีพัฒนาการมาจากการสวดพระธรรมวินัยของพระสงฆ์มาเป็นการขับร้องของฆราวาสเนื้อหาของสรภัญญ์มักเกี่ยวกับศาสนาและประเพณีซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  พระสมชิด จารุธมฺโม (อุทากิจ) (2550) พบว่าจริยธรรมด้านหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ในบทขับร้องสรภัญญ์อีสานจะเน้นเรื่อง ทาน ศีล บุญ กรรม ความกตัญญู ความสามัคคี และอบายมุข มากกว่าคำสอนในข้ออื่น ๆ จริยธรรมด้านจารีต ในบทขับร้องสรภัญญ์อีสานจะเน้นจริยธรรมทั้งของบุคคลและจริยธรรมในสังคม 

2บทร้องของสรภัญญ์อีสาน

            ผลการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า บทร้องของสรภัญญ์มีสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งพุทธประวัติ พระโพธิสัตว์ ทั้งข้อพระธรรมและปริยติต่าง ๆ เป็นสำคัญมีการทักทาย โอพาปราศรัยระหว่างผู้ขับร้องกับผู้ฟังสอดแทรก และมักจบด้วยกลอนลำลา สอดคล้องกับผลการวิจัยของ มัลลิกา มาภา (2553) ได้อธิบายเหตุการณ์สื่อสารของสรภัญญ์ทั้งหมด ซึ่งจัดเป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนสรุป หัวข้อหลักของการสวดสรภัญญะ คือ การแสดงความเคารพ ความศรัทธาต่อคุณพระศรีรัตนตรัย วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเพิ่มความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ยกระดับจิตใจให้ดีขึ้น และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น เนื้อหาของเหตุการณ์สื่อสาร คือ สวดสรภัญญะเพื่อจรรโลงใจ ส่วนฉันทลักษณ์ของสรภัญญ์อีสานมีลักษณะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ คือ ส่งสัมผัสระหว่างวรรคต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งจบเพลงการใช้วรรณยุกต์ต้องกลมกลืนกับลักษณะการเคลื่อนไหวทำนองเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  มานิตย์  โคกค้อ  (2552) ในท้องถิ่นอีสาน นิยมแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 โดยมีเนื้อหาเป็นภาษาไทยกลาง และภาษาไทยอีสานด้านทำนองสวด พบว่า ขึ้นอยู่กับลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ์ บางครั้งอาจแต่งทำนองก่อนแล้วจึงแต่งเนื้อหา บางครั้งอาจแต่งเนื้อหาก่อนแล้วจึงแต่ทำนองสวดตามทีหลัง

2. ทำนองสรภัญญ์อีสานด้วยสังคีตลักษณ์

            ผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า สังคีตลักษณ์ของ สรภัญญ์เป็นโมตีฟ (หน่อยย่อยเอก) แบบสั้น ๆ ขยายโมตีฟเป็นวลีที่มีความยาวไม่เกิน 2 ห้อง ในอัตราจังหวะ 2 หรืออัตราจังหวะ 4 ทำนองเดินขึ้น เดินลง อยู่ในช่วงแคบ ๆ ของมาตราเสียงเพนตาโทนิค ซึ่งช่วงทบ 1 มี 5 เสียง คือ โด เร มี โซ ลา และลงจุดพักเพลงที่เสียงลา เป็นส่วนใหญ่ที่ให้เกิดอารมณ์ไปในทางเศร้าและผ่อนคลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการขับสรภัญญ์ ซึ่งต้องให้ความสงบเย็น โดยทำนองของสรภัญญ์แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ทำนองหลัก คือ  และทำนองสตอฟิกซอง คือ  ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  เดชา ศรีคงเมืองลักษณะเฉพาะของทำนองสรภัญญะนั้นมีขอบเขตของเสียงเพียง 3 เสียงหลัก ซึ่งจะขอกล่าวกรณีตัวอย่างที่นำมาประกอบการพิจารณานี้ เสียงหลักคือ F , G และ Aทำนองที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นทำนองใน 1 ประโยคของการสวด เมื่อเทียบกับบทประพันธ์แล้ว มีการบรรจุคำสวดครบ 1 บทประพันธ์ รูปแบบทำนองเป็นลักษณะ “เอกบท” (Strophic Form) กล่าวคือ ในรูปแบบทำนองเดียวกันนี้สามารถบรรจุคำสวดที่แตกต่างออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ย่อมมีรายละเอียดใน  การออกเสียงคำที่แตกต่างกันทำให้เกิดโน้ตแทรกแซงที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ทำนองอยู่ภายใต้โครงทำนอง (Melodic  Contour ) เดียวกัน นอกจากบทสวดภาษาบาลีแล้ว ยังมีบทสวดที่ประพันธ์ด้วยฉันท์ภาษาไทย   ทำให้ทำนองสรภัญญ์มีหลายทำนองแม้บทร้องอันเดียวกันก็สามารถใส่ทำนองต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับนักปราชญ์ผู้ประดิษฐ์ทำนองให้แก่บทร้องนั้น ๆ รวมทั้งทำนองสรภัญญ์บางบทอาจนำลักษณะของเพลงร่วมสมัยและเพลงพื้นบ้านมาประสมผสานอยู่ด้วยก็มี

 

ข้อเสนอแนะ

 

                จากการศึกษาวิจัยการวิเคราะห์บทร้องและทำนองสรภัญญ์อีสาน มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

                1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

                    1.1 ภูมิปัญญาท้องถิ่นเปรียบเสมือนรากเหง้าที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมในระดับชาติและระดับโลก จากการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์ สืบทอด และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมาก ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ สรภัญญ์อีสานที่ได้สืบทอดกันมาอย่างช้านาน ซึ่งได้รับผลกระทบทางด้านทุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจกรรม การเผยแพร่การขับร้องสรภัญญ์ให้มากขึ้น รัฐบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐควรจะตั้งการกอบกู้ ฟื้นฟู และบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติต่อไป

                    1.2 จากกรณีตัวอย่างทั้งด้านครูผู้ประพันธ์สรภัญญ์ และผู้ขับร้องสรภัญญ์ ที่มีบทบาทสำคัญที่เป็นผู้สืบทอดสรภัญญ์ ที่จากรึกไว้ในสังคมไทย ควรได้รับการฝึกอบรมด้านการประพันธ์กลอน และการขับร้องสรภัญญ์ อย่างเป็นระบบและมีสถาบันการศึกษาทางดุริยางคศิลป์เข้ามาให้การช่วยเหลือและผลักดัน ส่งเสริม ให้การประพันธ์กลอนสรภัญญ์และการขับร้องสรภัญญ์ มีมาตรฐานตามหลักสากล ต่อไป

                2. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

                    1. สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ควรนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ใน การทำนุบำรุงการศึกษาทางภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตรสรภัญญ์  ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาภูมิปัญญาไทย และใช้เป็นเอกสารประกอบการสัมนาและอบรม

                     2. ครูผู้ประพันธ์กลอนสรภัญญ์ควรศึกษาฉันทลักษณ์ และสังคีตลักษณ์ของสรภัญญ์ให้ละเอียดและถี่ถ้วนก่อนที่จะประพันธ์บทร้องเพื่อให้บทร้องสรภัญญ์ที่ประพันธ์ เกิดสุนทรียะถูกต้องและสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ

                     3. ผู้ขับร้องสรภรัญญ์ควรได้รับการฝึกอบรมการขับร้องจากผู้เชี่ยวชาญด้านการขับร้องเพราะจะส่งผลให้การขับร้องสรภัญญ์เกิดสุนทรียะ ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามในขณะที่รับฟัง

                3. ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาวิจัยครั้งต่อไป

                    3.1 ควรมีการศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสรภัญญ์อีสาน เพื่อใช้สอนในโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

                    3.2 ควรมีการศึกษาคณะสรภัญญ์อีสานในทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อศึกษาสำเนียง ทำนอง และบทร้อง ของสรภัญญ์อีสานในแต่ละพื้นที่

                       3.3 ควรศึกษาวิจัย ปัญหา และอุปสรรค ของคณะสรภัญญ์อีสาน ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บรรณานุกรม

[1]   กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม. 

        (2554). สืบสานฮีตฮอยหมอลำเฉลิมพระเกียรติฯ

        84 พรรษา. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์.

[2]   แก้วตา  จันทรานุสรณ.   สรภัญญ์ : ภูมิปัญญาชาวบ้าน

        กับบทบาทในสังคมอีสาน มนุษย์ศาสตร์ 

        สังคมศาสตร์ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (รวมผลงานวิจัย)

[3]   เดชา ศรีคงเมือง. ม.ป.ป. สรภัญญะ

        www.human.nu.ac.th/thmusic

        /journal/waikru51/Sorapan.pdf‎.

         สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2556

[4]   นารีรัตน์  จันทวฤทธิ์.  2553.  การส่งเสริมทักษะทาง       

        ภาษาของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมคำคล้องจอง

        ทำนองสรภัญญ์ ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (Brain

        Based Learning).  ศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.

         (หลักสูตรและการสอน) มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย

        มหาสารคาม.

[5]   ประมวล พิมพ์เสน. 2553.  สารภัญญ์ เพลงกล่อมลูก

        คู่มือการประกวดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน. 

        ขอนแก่น  :  คลังนานาวิทยา

[6]   พระสมชิด จารุธมฺโม (อุทากิจ).  2550.  ศึกษาวิธีการ

        สอดแทรกจริยธรรมในบทขับร้องสรภัญญ์อีสาน

        : ศึกษาเฉพาะกรณีบทขับร้องสรภัญญ์อีสานในเขต

        ตำบลตาดทอง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี. 

        วิทยานิพนธ์.   ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต

         (พระพุทธศาสนา)  ขอนแก่น : บัณฑิตวิทยาลัย

         มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

[7]   มานิตย์  โคกค้อ.  2552.  วิเคราะห์บทสวดสรภัญญะ

        บ้านท่าลาดตำบลแสนสุข  อำเภอพนมไพร 

         จังหวัดร้อยเอ็ด.  อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยราชภัฏ

        อุบลราชธานี.

[8]   มัลลิกา มาภา.  2553.  การสวดสรภัญญะของจังหวัด

        นครพนม : ศึกษาตามแนวชาติพันธ์วรรณนาแห่ง

        การสื่อสาร.  ปริญญานิพนธ์  ศศ.ม. (ภาษาไทย). 

        กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิยาลัย

         มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

[9]   รุจิรา  วงศ์แก้ว.  2533.  องค์ประกอบของการร้อง

        สรภัญญ์ : ศึกษากรณีอำเภอเมือง จังหวัด

        มหาสารคาม. ปริญญานิพนธ์.  วิชาเอกไทยคดีศึกษา         

         (เน้นมนุษย์ศาสตร์).  มหาสารคาม :

         มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

[10]   สุจิตต์  วงษ์เทศ.  2543  .  เบิ่ง สังคมและวัฒนธรรม

        อีสาน.  กรุงเทพฯ : มติชน.


Comments